วันศุกร์ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

สภาพธรรมชาติและปัจจัยต่าง ๆ ของการเพาะเห็ดหอม




                เห็ดหอมจัดเป็นเห็ดที่ประชาชนทั่วไปรู้จักกันมานานแล้ว แต่การเพาะก็ยังจำกัดอยู่ในพื้นที่ภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนที่มีอากาศหนาวเย็น ก่อนที่จะเพาะเห็ดหอมควรศึกษาสภาพธรรมชาติของเห็ดหอมเสียก่อน ได้แก่ (1) รูปร่างของดอกเห็ดหอม (2) วงจรชีวิตของเห็ดหอม และ (3) ปัจจัยที่มีผลต่อการเจริญเติบโตของเห็ดหอม

1. รูปร่างของดอกเห็ดหอม

                รูปร่างของดอกเห็ดหอม หมวกเห็ดมีสีน้ำตาลปนแดง ผิวหมวกเห็ดด้านบนขนรวมเป็นเกล็ดหยาบ ๆ สีขาวปกคลุมทั่วไป ดอกเห็ดเมื่อกางเต็มที่ตรงกลางจะเว้าลงเล็กน้อยขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของหมวกเห็ดประมาณ 5-10 ซม. แล้วแต่ความสมบูรณ์ของดอกเห็ด เนื้อหมวกเห็ดหนาเล็กน้อยและมีสีขาว ด้านล่างมีครีบหมวกเห็ดสีขาวเรียงเป็นรัศมีรอบโคนก้านดอก ซึ่งจะอยู่ตรงกลางดอก ก้านดอกสีน้ำตาลอ่อน ก้านดอกจะโค้งงอออกมาจากขอนไม้เนื้อละเอียดแน่น และมีลักษณะเหนียวกว่าเห็ดฟาง เห็ดหอมจัดเป็นเห็ดที่มีลักษณะรูปร่างคล้ายเห็ดทั่ว ๆ ไป จะผิดกันที่ลักษณะและสีสันของดอก เห็ดหอมมีลักษณะทั่วไปประกอบด้วย (1) หมวกดอก (2) ครีบดอก (3) ก้านดอก และ (4) สปอร์

                1.1 หมวกดอก เป็นส่วนปลายสุดของดอกที่เจริญเติบโตขึ้นไปในอากาศ หมวกดอกมีลักษณะกลม ผิวหมวกดอกด้านบนจะมีสีน้ำตาล น้ำตาลปนแดง หรือน้ำตาลเข้ม เห็ดหอมที่มีหมวกดอกสีขาวพบน้อยมาก ขนาดของหมวกดอกจะแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับพันธุ์ของเห็ดหอม เห็ดหอมบางพันธุ์อาจมีขนหรือเกล็ดหยาบ ๆ ติดอยู่บนหมวกดอกก็ได้

                1.2 ครีบดอก ครีบดอกของเห็ดหอมจะมีลักษณะเป็นแผ่นบางสีขาว เรียงเป็นรัศมีรอบก้านดอก เมื่อดอกแก่ครีบดอกจะมีสีเข้ม

                1.3 ก้านดอก ก้านดอกของเห็ดหอมจะมีสีขาวหรือสีน้ำตาลอ่อนแต่ถ้าถูกอากาศจะมีสีเข้ม ก้านดอกของเห็ดหอมมีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1-2 ซม. เมื่อดอกเห็ดเจริญเติบโตเต็มที่ก้านดอกของเห็ดหอมจะเหนียวกว่าก้านดอกของเห็ดฟาง

                1.4 สปอร์ สปอร์ของเห็ดหอมไม่มีสี ผนังสปอร์บางสปอร์มีลักษณะค่อนข้างกลม เมื่อสปอร์มาอยู่รวมกันจะมีสีขาว ขนาดของสปอร์จะเล็กกว่าสปอร์ของเห็ดฟาง สปอร์ของเห็ดหอมมีขนาด ประมาณ 10.62x11.25 ไมครอน
                โดยสรุป รูปร่างของดอกเห็ดหอม ประกอบด้วย หมวกดอก ครีบดอก ก้านดอก และสปอร์
2. วงจรชีวิตของเห็ดหอม
                เห็ดหอมมีวงจรชีวิตการเจริญเติบโต แบ่งออกเป็น 3 ขั้นตอน คือ (1) การสร้างสปอร์ (2) การสร้างเส้นใย และ (3) การสร้างดอก
                2.1 การสร้างสปอร์ เริ่มแรกเมื่อดอกเห็ดหอมต้นแม่เจริญเติบโตแก่เต็มที่ เซลล์แบซิเดียม (Basidium) ทั้งหมดภายในครีบก็จะสร้างสปอร์ขึ้นแพร่กระจายออกเป็นจำนวนมากมาย ประมาณว่าดอกเห็ดหอมที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 6-8 ซม. จะสร้างสปอร์ได้มากถึง 30-40 ล้านสปอร์ ภายในช่วงเวลาประมาณ 12 ชั่วโมง
                2.2 การเจริญเส้นใย เมื่อสปอร์ของเห็ดหอมแพร่กระจายไปตกยังที่มีสภาพแวดล้อมเหมาะสมแล้ว สปอร์ก็จะสร้างเส้นใยเจริญออกมา ซึ่งก็จะมี 3 ระยะ ได้แก่ (1) ระยะเส้นใยขั้นที่ 1 (2) ระยะเส้นใยขั้นที่ 2 และ (3) ระยะเส้นใยขั้นที่ 3
                       2.2.1 ระยะเส้นใยขั้นที่ 1 เป็นเส้นเริ่มแรกที่เจริญออกมา ซึ่งเป็นเส้นใยที่มีช่องกั้นผนังมีนิวเคลียส 1 นิวเคลียส เป็นอวัยวะสืบพันธุ์ที่มีลักษณะยังไม่สามารถพัฒนาตนเองให้เป็นดอกเห็ดได้
                       2.2.2 ระยะเส้นใยขั้นที่ เป็นการรวมตัวของเส้นใยขั้นที่ 1 โดยใช้ส่วนปลายหรือด้านข้างของเส้นใยสัมผัสรวมตัวกัน เพื่อให้เกิดการจับคู่กันทางพันธุกรรมรวมทั้งนิวเคลียสด้วยซึ่งเรียกอีกอย่างว่าเส้นใยที่ได้รับการผสมพันธุ์แล้ว
                       2.2.3 ระยะเส้นใยขั้นที่ 3 เป็นระยะที่เส้นใยขั้นที่ 2 เจริญเติบโตและมีการสะสมอาหารมากพอแล้วมารวมตัวกันเพื่อก่อตัวเจริญขึ้นเป็นดอกเห็ด ในกรณีที่ยังไม่สามารถเจริญเป็นดอกเห็ดได้ เส้นใยในระยะนี้ก็จะสร้างผนังเซลล์ให้หนาขึ้น เพื่อป้องกันการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมที่จะเป็นอันตรายได้
                2.3 การสร้างดอกเห็ด เมื่อเส้นใยระยะที่ 3 เจริญเติบโตและมีการสะสมอาหารมากพอแล้ว เมื่อมีสภาพแวดล้อมเหมาะสมก็จะรวมตัวกันอัดแน่นกันเป็นก้อนกลม และเจริญกลายเป็นดอกเห็ดหอมที่สมบูรณ์ต่อไป จนกระทั่งดอกเห็ดหอมนั้นเจริญเติบโตแก่เต็มที่จะสร้างสปอร์เพื่อการสืบพันธุ์ต่อไป
                โดยสรุปเห็ดหอมมีวงจรชีวิตการเจริญเติบโต แบ่งออกเป็น 3 ขั้นตอน คือ (1) การสร้างสปอร์ (2) การสร้างเส้นใย และ (3) การสร้างดอก
3. ปัจจัยที่มีผลต่อการเจริญเติบโตของเห็ดหอม
                เห็ดหอมจะเจริญได้ดีต้องอยู่กับปัจจัยที่มีผลต่อการเจริญเติบโตของเห็ดหอม ปัจจัยที่มีผลต่อการเจริญเติบโตของเห็ดหอม มีหลายประการ ได้แก่ (1) อุณหภูมิ (2) ความชื้น (3) การถ่ายเทอากาศ (4) แสง (5) ธาตุอาหาร (6) ความเป็นกรด-ด่างในอาหาร และ (7) ฤดูเพาะเห็ดหอม
                3.1 อุณหภูมิ เห็ดหอมจัดเป็นเห็ดที่ชอบอากาศหนาวเย็น และมีความชื้นสูง อุณหภูมิที่เหมาะสมของเส้นใย ประมาณ 25 องศาเซลเซียส ถ้าอุณหภูมิต่ำกว่า 5 องศาเซลเซียส หรือสูงกว่า 35 องศาเซลเซียส เส้นใยเห็ดจะชะงักการเจริญเติบโต และเส้นใยของเห็ดหอมจะตายที่อุณหภูมิ 45 องศาเซลเซียส การที่เห็ดหอมจะให้ผลผลิตสูง และคุณภาพของดอกเห็ดดีหรือไม่ นอกจากจะขึ้นอยู่กับสายพันธุ์แล้ว สภาพอุณหภูมิและความชื้นนับว่ามีความสำคัญอย่างมาก ตามปกติแล้วเห็ดหอมจะให้ผลผลิตสูง ถ้าอุณหภูมิค่อนข้างต่ำ จึงทำการเพาะเห็ดหอมสามารถทำได้เฉพาะบางพื้นที่ของประเทศไทย โดยเฉพาะภาคเหนือในบริเวณที่สูง ๆ นับว่าเหมาะต่อการเพาะเห็ดหอมอย่างมากเนื่องจากมีอุณหภูมิค่อนข้างต่ำ
                3.2 ความชื้นสัมพัทธ์ ความชื้นสัมพัทธ์ภายในโรงเรือนเพาะเห็ดหอมไม่ควรต่ำกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ อาจใช้เครื่องมือวัดความชื้นที่เรียกว่า ไฮโกรมิเตอร์ แล้วนำตัวเลขที่เครื่องไปเปรียบเทียบกับตาราง ก็สามารถอ่านค่าของความชื้นได้
                3.3 การถ่ายเทอากาศ เห็ดทุกชนิดในขณะที่กำลังสร้างเส้นใยและเกิดดอก เห็ดต้องการก๊าซออกซิเจนสูงมาก แต่ในระยะที่สร้างเส้นใยจะทนการขาดก๊าซออกซิเจนได้ดีกว่าระยะที่เกิดดอก โรงเรือนที่ดีจะต้องจัดให้อากาศถ่ายเทได้ดี โดยเฉพาะโรงเรือนขนาดใหญ่ เพื่อไม่ให้มีการสะสมของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากเกินไป
                3.4 แสง แสงเป็นปัจจัยที่สำคัญที่จะช่วยให้ดอกเห็ดมีการเจริญเติบโตเป็นไปอย่างสมบูรณ์ ในระยะสปอร์และระยะเส้นใย แสงยังไม่มีความจำเป็นต้องใช้แสงเพื่อการเจริญเติบโต แต่เมื่อถึงระยะออกดอกเส้นใยเห็ดหอมต้องการแสงรำไร เพื่อกระตุ้นให้เกิดการเจริญเติบโตเป็นดอกเห็ดให้เร็วขึ้นและให้สร้างครีบสมบูรณ์ขึ้นพร้อมกับทำให้การสร้างวิตามินดีในดอกเห็ดหอมเป็นไปโดยปกติ ช่วงระยะนี้หากขาดแสงหรือแสงไม่เพียงพอแล้ว การพัฒนาเป็นดอกเห็ดจะไม่สมบูรณ์เท่าที่ควร ตรงกันข้ามถ้าได้รับแสงมากเกินไป จะทำให้กระทบกระเทือนต่อคุณภาพของดอกเห็ดหอมได้
                3.5 ธาตุอาหาร เห็ดหอมต้องการธาตุอาหารทุกขั้นตอนของการเจริญเติบโต ธาตุอาหารที่จำเป็นและสำคัญต่อการเจริญเติบโตของเห็ดหอม ได้แก่ (1) คาร์บอน (2) ไนโตรเจน (3) แร่ธาตุ และ (4) วิตามิน
                     1) คาร์บอน เห็ดหอมต้องการธาตุคาร์บอนเพื่อใช้เป็นพลังงานในการเจริญเติบโตในรูปของน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว และโมเลกุลเชิงซ้อน ซึ่งก็ได้มาจากน้ำตาลทราย หรือแป้งข้าวเจ้าที่เติมเข้าไปหรือในเนื้อไม้หรือขี้เลื่อยที่ใช้เป็นวัสดุเพาะ ซึ่งถ้ามีระดับน้ำตาลถึง 8 เปอร์เซ็นต์ ในอาหารก็จะทำให้การออกดอกของเห็ดอมเป็นไปด้วยดียิ่งขึ้น
                     2) ไนโตรเจน เห็ดหอมต้องการธาตุไนโตรเจนเพื่อนำไปสร้างเป็นโปรตีนภายในเซลล์ต่าง ๆ ในรูปแบบของเปบโทน กรดอะมิโนบางชนิด ยูเรีย และเกลือแอมโมเนียบางชนิด ซึ่งได้มาจากรำละเอียด และขี้เลื่อย โดยมีไนโตรเจนในรูปของสารอินทรีย์ที่เห็ดหอมสามารถนำไปใช้ได้
                     3) แร่ธาตุต่าง ๆ เห็ดหอมต้องการแร่ธาตุบางชนิด เช่น แคลเซียม ฟอสฟอรัส แมงกานีส วิตามิน ฯลฯ
                          (1) แคลเซียม เพื่อใช้เป็นองค์ประกอบในการสร้างผนังเซลล์และช่วยในการสร้างโปรตีนภายในดอกเห็ดดีขึ้น ซึ่งก็จะได้ในรูปของยิปซั่มหรือปูนขาวซึ่งจะป้องกันไม่ให้ความเป็นกรดด่างเปลี่ยนแปลงได้รวดเร็ว
                          (2) ฟอสฟอรัส เพื่อใช้ในขบวนการเจริญเติบโตต่าง ๆ ของเซลล์
                          (3) แมงกานีส เหล็ก และสังกะสี เพื่อใช้เป็นองค์ประกอบของน้ำย่อยช่วยในการเจริญเติบโตของเส้นใยดีขึ้น
                          สำหรับแร่ธาตุต่าง ๆ เช่น โปรตัสเซี่ยม แมกนีเซียม ทองแดง โมลิบดินั่ม พบว่า หากใส่เติมในอาหารให้ในระดับที่เหมาะสมจะกระตุ้นให้เส้นใยของเห็ดเจริญเติบโตได้ดีขึ้นด้วย
                          (4) วิตามิน วิตามินบี 1 จะสามารถกระตุ้นให้เส้นใยแข็งแรงและมีการเจริญเติบโตของดอกเห็ดหอมเป็นไปด้วยดี
3.6 ความเป็นกรด-ด่างในอาหาร ความเป็นกรด-ด่างในอาหารจะเป็นปัจจัยที่สำคัญอย่างหนึ่งที่จะทำให้อาหารของเห็ดหอมอยู่ในรูปที่เห็ดนำไปใช้ได้หรือไม่ ซึ่งถ้าขาดอาหาร น้ำมีความเป็นกรด-ด่างไม่เหมาะสม เห็ดก็ไม่สามารถที่จะนำอาหารนั้นไปใช้ได้เลย จากการศึกษาพบว่าเส้นใยเห็ดหอม สามารถนำเอาอาหารที่มีฤทธิ์เป็นกรด-ด่าง ประมาณ 2.5-7.5 ไปใช้ได้ แต่ช่วงที่ดีที่สุดคือ 4.5-5.5 ส่วนในระยะที่ออกดอกค่าของความเป็นกรด-ด่างในอาหารควรอยู่ระหว่าง 3.5-4.5 และไม่ควรต่ำกว่านี้ ซึ่งการปรับค่าความเป็นกรด-ด่างในอาหารนี้ก็โดยใส่ปูนขาวในวัสดุเพาะในปริมาณที่เหมาะสม
                3.7 ฤดูเพาะเห็ดหอม ธรรมชาติของเห็ดหอมจะเจริญเติบโตขึ้นได้ดีเฉพาะในช่วงที่สภาพอากาศค่อนข้างต่ำโดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาว ช่วงระยะเวลาที่เหมาะสมสำหรับสภาพในประเทศไทย คือ เดือนพฤศจิกายนถึงเดือนกุมภาพันธ์ จึงควรจะเริ่มทำการเพาะตั้งแต่เดือนมิถุนายนถึงเดือนกรกฎาคมเพื่อที่จะทำการบ่มก้อนเชื้อเห็ดในวัสดุเพาะ มีการเจริญเติบโตเต็มที่และมีการสะสมอาหารที่มากพอ เมื่อถึงช่วงเดือนพฤศจิกายนแล้วก็จะเริ่มทำการกระตุ้นให้เกิดดอก ซึ่งก็จะเข้าสู่ช่วงฤดูหนาวที่มีสภาพอากาศหนาวเย็นและมีอุณหภูมิต่ำเหมาะแก่การเจริญเติบโตของเห็ดหอมเป็นอย่างดี ทำให้เห็ดหอมมีคุณภาพดี
                โดยสรุปปัจจัยที่มีผลต่อการเจริญเติบโตของเห็ดหอม คือ อุณหภูมิที่เหมาะสมควรอยู่ระหว่าง 25-35 องศาเซลเซียส ความชื้นสัมพัทธ์ไม่ควรต่ำกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ การถ่ายเทอากาศจำเป็นมากในระยะสร้างดอก แสงต้องการแสงรำไร ธาตุอาหารที่จำเป็นได้แก่ คาร์บอน ไนโตรเจน แร่ธาตุ วิตามิน ความเป็นกรด-ด่างในอาหารอยู่ในช่วง 4.5-5.5 และฤดูเพาะเห็ดหอมควรจะเพาะในช่วงฤดูหนาว
ที่มา สุภพงษ์ วงศ์สมิตกุล. ประมวลสาระการเพาะเห็ดหอม. กลุ่มสาระการงานอาชีพและเทคโนโลยี โรงเรียนปากช่อง อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา เขตการศึกษา 11 (ได้รับทุนอุดหนุนการวิจัยจากคณะกรรมการวิจัยการศึกษา การศาสนาและวัฒนธรรมของกระทรวงศึกษาธิการ ปี 2545)

วันศุกร์ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2555

การเพาะเห็ดนางรม-ฮังการี


การเพาะเห็ดนางรม-ฮังการี


  • [ขอบคุณแหล่งข้อมูล:กองเกษตรสัมพันธ์ กรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์]

เห็ดนางรม-ฮังการี


ธรรมชาติของเห็ดนางรม
เห็ดนางรมในธรรมชาติจะเจริญบนไม้ที่มีชีวิต
และเมื่อต้นไม้ตายเห็ดนางรมก็สามารถเจริญเติบโตต่อไปได้อีก
เห็ดนางรมจะเป็นเห็ดที่เจริญเติบโตได้ดี ในสภาพแวดล้อมที่เป็นกรดเล็กน้อย
หรือมี pH 6.5-6.8 ฉะนั้น ในการผสมขี้เลื่อยหรือวัสดุที่ใช้ เพาะจึงไม่จำเป็นต้องใส่ปูนขาวลงไป
อุณหภูมิที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโต ของเส้นใยเห็ดนางรมประมาณ 30-32
องศาเซลเซียส และอุณหภูมิที่เหมาะต่อการออกดอกของเห็ดประมาณ 25 องศาเซลเซียส

ส่วนประกอบของเห็ดนางรม
หมวกดอกมีลักษณะคล้ายหอยนางรม
หมวกดอกมีลักษณะแบนราบไม่เหมือนเห็ดฟาง กลางหมวกดอกมีลักษณะเป็นแอ่ง
หมวกดอกอาจมีสีขาวหรือสีเทาก็ได้ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์
และลักษณะของหมวกดอกอาจเป็นเนื้อเดียวกับก้านดอก ก้านดอก
เป็นส่วนที่ใช้ชูดอกขึ้นไปในอากาศ ก้านดอกค่อนข้างจะสั้น
และเจริญเข้าหาแสงสว่าง ครีบดอก มีลักษณะเป็นแผ่นบางๆสีขาวหรือสีเทา
ที่บริเวณครีบดอกเป็นแหล่งสร้างสปอร์

ปัจจัยที่มีผลต่อการเจริญเติบโตของเห็ดนางรม
1.แสงสว่าง มีผลต่อการพัฒนาและเจริญเติบโตของดอกเห็ดมากเพราะแสงจะช่วยกระตุ้นในการรวมตัวของเส้น ใยและการพัฒนาเป็นดอกเห็ดที่สมบูรณ์ ถ้าได้รับแสงน้อยจะทำให้หมวกดอกมีขนาดเล็กลงและก้านดอกยาวขึ้นและถ้าแสงน้อยมากๆจะทำให้ดอกเห็ดมีลักษณะผิดปกติไปดังนั้นในการเพาะเห็ดนางรมควรให้เห็ดได้รับแสงอย่างน้อย 15-20 นาทีต่อวัน
2. ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ตามปกติจะมีผลในการเร่งการเจริญเติบโตของเส้นใยเห็ดนางรมแต่ในระยะที่เห็ดพัฒนาเป็นดอก
ถ้ามีปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สูงก็จะทำให้ดอกเห็ดผิดปกติได้ดังนั้นควรทำให้โรงเรือนมีอากาศถ่ายเทได้บ้าง
3. ความชื้นของอากาศมีผลต่อการเจริญเติบโตของเห็ดนางรมอย่างมากโดยเฉพาะ ระยะเปิดดอกเห็ดนางรมต้องการความชื้นค่อนข้างสูงประมาณ 70-80 %จึงควรรดน้ำ 2-3 ครั้งต่อวัน 
4. อุณหภูมิ อุณหภูมิมีผลต่อการเจริญเติบโตและผลผลิตของเห็ดนางรมอย่างมากเห็ดนางรมจะให้ผลผลิตสูงในช่วงอุณหภูมิ 24-33 องศาเซลเซียสจากการศึกษาพบว่าถ้าก้อนเชื้อได้ผ่านอุณหภูมิต่ำประมาณ 20 องศาเซลเซียสเป็นเวลา 18-21 วัน ก่อนนำมาเปิดดอกที่อุณหภูมิ 26-30 องศาเซลเซียสจะช่วยเพิ่มผลผลิตได้เป็นอย่างดี

การผลิตก้อนเชื้อเห็ดนางรม
ในการเพาะเห็ดนางรมในถุงพลาสติกนั้น ผู้ผลิตสามารถนำเอาวัสดุเหลือ ใช้ในท้องถิ่นมาใช้ในการเพาะเห็ดได้ เช่น
ฟางข้าวสับ ซังข้าวโพด ขี้เลื่อยไม้ยางพารา เป็นต้น โดยทั่วไปนิยมใช้ขี้เลื่อยไม้ยางพาราเป็นวัสดุเพาะ เพราะสามารถหาได้ง่าย
สะดวกในการบรรจุ และสามารถนำมาใช้ได้เลย โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการหมัก
สำหรับสูตรอาหารที่ใช้ในการเพาะเห็ดนางรมนั้นมีหลายสูตร คือ
สูตร 1 ขี้เลื่อยไม้ยางพารา 100 กิโลกรัม รำละเอียด 5 กิโลกรัม น้ำสะอาด 65-70 %
สูตร 2 ขี้เลื่อยไม้ยางพารา 100 กิโลกรัม รำละเอียด 3-5 กิโลกรัม แป้งข้าวเจ้าหรือน้ำตาลทราย 3-5 กิโลกรัม ดีเกลือ 0.5 กิโลกรัม น้ำสะอาด 65-70 %
สูตร 3 ขี้เลื่อยไม้ยางพารา 100 ส่วนโดยปริมาตร รำละเอียด 8 ส่วนโดยปริมาตร แป้งข้าวเจ้าหรือน้ำตาลทราย 2-3 ส่วนโดยปริมาตร กากถั่ว 2 ส่วนโดยปริมาตร หินปูน 2-3 ส่วนโดยปริมาตร น้ำสะอาด 70-75 %

หมายเหตุ ในการเลือกใช้สูตรต่างๆนั้นต้องคำนึงถึงต้นทุนในการผลิตด้วย การเพิ่มปริมาณของอาหารเสริมมากๆนั้น ถึงแม้จะเป็นการเพิ่มผลผลิตก็ตาม แต่โอกาสที่ก้อนเชื้อจะเสียหายหรือ ถูกทำลายจากจุลินทรีย์ชนิดอื่นก็มีมากเช่นกัน


ขั้นตอนการเตรียมก้อนเชื้อ

1. นำส่วนผสมต่างๆมาคลุกเคล้าให้เข้ากัน

2. เติมน้ำลงไปผสม ควรผสมให้ความชื้นกระจายให้ทั่วสม่ำเสมอ ทดสอบให้ได้ความชื้นประมาณ 65-75 % โดยใช้มือกำส่วนผสมขึ้นมาแล้วบีบดู ถ้ามีน้ำซึมออกมาแสดงว่าชื้นเกินไปให้เติมขี้เลื่อยลงไป
ถ้าไม่มีน้ำซึมออกมาให้แบมือออก ส่วนผสมจะจับกันเป็นก้อนและแตกออก 2-3 ส่วนแสดงว่าใช้ได้

3. บรรจุใส่ถุงพลาสติกทนร้อนที่ใช้เพาะเห็ด ถุงละประมาณ 8-10 ขีด อัดให้แน่นพอประมาณใส่คอขวดพลาสติก หุ้มด้วยสำลีและกระดาษ

4. นำไปนึ่งด้วยหม้อนึ่งลูกทุ่งที่อุณหภูมิ 100 องศาเซลเซียส (น้ำเดือด)นาน 3-4 ชั่วโมง

5. หลังจากนึ่งทิ้งไว้ให้เย็นแล้วใส่เชื้อลงไป นำก้อนเชื้อไปบ่มในที่มืดและอุณหภูมิสูงประมาณ 28-35 องศาเซลเซียส เพื่อเร่งการเจริญเติบโตของเส้นใย เส้นใยเห็ดจะเจริญเต็มถุงประมาณ 3-4 สัปดาห์

6. เมื่อเส้นใยเดินเต็มถุงแล้วให้พักก้อนเชื้อระยะหนึ่ง เพื่อให้เส้นใยสะสมอาหารและพร้อมจะ เจริญเป็นดอกเห็ดแล้วนำไปเปิดดอกในโรงเรือนต่อไป ดูรายละเอียด การเพาะเห็ดในถุงพลาสติก

การเปิดถุงก้อนเชื้อเห็ดนางรม
ทำได้ 4 วิธี คือ

1. การเปิดปากถุงโดยการม้วนปากถุงลง โดยการดึงคอขวดออก พร้อมกับม้วนปากถุงลงไปจนถึงก้อนเชื้อ แล้วนำไปวางบนชั้นภายในโรงเรือน ข้อเสียของการเปิดถุงโดยวิธีนี้คือ โอกาสที่น้ำจะขังในถุงและทำให้ก้อนเชื้อเสียมีมาก

2. การเปิดปากถุงโดยใช้มีดปาดปากถุงบริเวณคอขวดออก แล้วนำไปวางบนชั้นเพาะเห็ด วิธีนี้มีข้อเสียคล้ายกับวิธีแรก


3. การกรีดปากถุงโดยใช้มีดคมๆ กรีดข้างถุงเป็น 4 แนว แล้วนำไปวางตั้งหรือแขวนในแนวตั้ง ข้อเสีย คือ เปลืองเนื้อที่ในการวางก้อนเชื้อ

4. ดึงจุกสำลีออกแล้วนำก้อนเชื้อมาวางเรียงซ้อนกันภายในโรงเรือน ให้เห็ดเจริญออกมาทางปากถุงทางเดียว เป็นวิธีที่นิยมใช้กันมากเพราะประหยัดเนื้อที่ภายในโรงเรือนและน้ำไม่ขังในก้อนเชื้อ ดูรายละเอียด การเปิดดอกเห็ดนางรม-ฮังการี

ปัญหาที่พบในการเพาะเห็ดนางรม


1. เส้นใยไม่เดินลงถุงก้อนขี้เลื่อย ซึ่งอาจเกิดจากสาเหตุ คือ
-หัวเชื้อเห็ดเป็นเชื้ออ่อน หรือเชื้อเห็ดนั้นผ่านการแต่งเชื้อมาหลายครั้งแล้ว ทำให้เส้นใยอ่อนแอ
- หัวเชื้อเห็ดมีเชื้อจุลินทรีย์อื่นปลอมปน และเจริญแข่งกับเส้นใยเห็ด
- วัสดุที่ใช้เพาะมีสารเคมีที่เป็น อันตรายต่อเห็ดโดยเฉพาะยาฆ่าเชื้อรา ผู้เพาะควรเลือกวัสดุเพาะที่ปราศจาสารเคมีดังกล่าว
- สภาพความเป็นกรด-ด่าง(pH) ควรปรับให้อยู่ระหว่าง 6.5-6.8 จะช่วยให้เส้นใยเห็ดนางรมเจริญดีขึ้น
- ส่วนผสมมีความชื้นมากเกินไป ทำให้เส้นใยเห็ดชะงักการเจริญเติบโต ในขณะที่สภาพดังกล่าวจะเหมาะต่อการเจริญของเชื้อแบคทีเรีย

2. เส้นใยเดินบางมาก และเมื่อนำไปเพาะจะไม่ค่อยเกิดดอกหรือให้ผลผลิตน้อยมาก อาจมีสาเหตุจาก
- วัสดุที่ใช้เพาะสลายตัวเกือบหมดแล้ว ทำให้อาหารเหลืออยู่น้อย ไม่เพียงพอต่อการเจริญเติบโตของเส้นใย หรือใส่อาหารเสริมน้อยเกินไป ดังนั้นจึงควรใส่อาหารเสริมในอัตราส่วนที่เหมาะสม
- การนึ่งฆ่าเชื้อไม่ดีพอ ทำให้จุลินทรีย์อื่นๆเจริญเติบโตแข่งกับเห็ดได้ ดังนั้นการนึ่งก้อนเชื้อควรใช้เวลาอย่างน้อย 2-3 ชั่วโมง นับจากน้ำเดือด

3. เส้นใยเห็ดเดินแล้วหยุด อาจเกิดจากสาเหตุดังต่อไปนี้
- ถุงก้อนเชื้อมีความชื้นมากเกินไป ทำให้เชื้อแบคทีเรียเจริญได้ดี แล้วเชื้อเห็ดไม่สามารถเจริญเติบโตได้
- เชื้อเห็ดอ่อนแอ เมื่อเจริญได้ระยะหนึ่งแล้วก็ชะงักการเจริญเติบโต ดังนั้นควรเลือกเชื้อที่แข็งแรง

4. เห็ดออกดอกช้าหลังจากเปิดถุงแล้ว อาจเกิดจากสาเหตุต่างๆ ดังนี้
- เกิดจากการเปิดปากถุงเร็วเกินไป หลังจากเส้นใยเดินเต็มแล้ว ควรปล่อยให้เส้นใยรัดตัวและมีการสะสมอาหารก่อนเปิดถุงประมาณ 8-10 วัน
- การถ่ายเทอากาศในโรงเรือนไม่ดี ทำให้มีการสะสมก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สูง
- อุณหภูมิภายในโรงเรือนสูงหรือต่ำเกินไปหรือความชื้นไม่เพียงพอทำให้การพัฒนาของเส้นใยไปเป็นดอกเห็ดช้า

5. ดอกเห็ดไม่พัฒนาเจริญเป็นดอกเห็ด ในการเพาะเห็ดบางครั้งมีดอกเห็ด เจริญเป็นดอกเล็กๆบนก้อนเชื้อเต็มไปหมด ดอกเห็ดพวกนี้มีขนาดเล็กและไม่เจริญ ต่อไปแต่ดอกเห็ดจะเหี่ยวและแห้งตายในที่สุด
เกิดจาก
- หัวเชื้อเห็ดอ่อนแอทำให้ดอกเห็ดไม่สมบูรณ์
-การเปิดปากถุงกว้างเกินไปทำให้เส้นใยเจริญไปเป็น ดอกเห็ดจำนวนมากและ อาหารภายในก้อนเชื้อไม่เพียงพอ ทำให้ดอกที่งอกออกมาแคระแกร็น และแห้งดังนั้นการเปิดปากถุงไม่ควรเปิดกว้างมากนัก
- ความชื้นไม่เพียงพอทำให้ดอกที่กำลังเติบโตแห้งได้
- รดน้ำมากเกินไป และรดไม่ถูกวิธี ทำให้น้ำขังในถุงพลาสติก ทำให้เห็ดภายในถุงพลาสติกเน่าเสียได้
- เชื้อจุลินทรีย์เข้าทำลายก้อนเชื้อหลังเปิดถุง เนื่องจากโรงเรือนสกปรก
- อาจมีแมลงเข้าไปกัดและทำลายก้อนเชื้อ